หน้าเว็บ

เกมส์ฝึกทักษะสำหรับเด็กๆ

เกมส์ลากเส้น ตามตัวเลขไปเรื่อยๆ
สามารถ Copy หรือ print ออกมาเพื่อขีดเขียนได้ตามสบายเลยครับ

 


สามารถเข้าโหลดได้ที่ 
http://www.tutormathphysics.com/index.php/component/content/category/94-line-and-paint.html

การนอนของทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป

การนอนของทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป



ลูกสามารถเคลื่อนไหวศีรษะ คอ ไหล่ แขน ขา และหลังส่วนบนได้ดี พลิกตัวไปมาจนได้ท่านอนที่เหมาะสม ลูกอาจจะนอนหงาย กึ่งนั่งกึ่งนอน นอนตะแคง หรือนอนคว่ำ สิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกเรียนรู้ควรเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวในแนว 360 องศา เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ในทุกมุมมอง

การนอนของทารกอายุ 4-6 เดือน

การนอนของทารกอายุ 4-6 เดือน


กล้ามเนื้อคอแข็งแรงขึ้น ชันคอ ยกศีรษะ และหันหน้าไปมาได้ดีขึ้น ท่านอนที่เหมาะสมคือ ท่านอนคว่ำ ลูกจะชอบยกศีรษะขึ้นมองสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า และก้มหน้าลงมองภาพหรือของเล่นที่อยู่บนพื้น ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงวัยนี้ จึงควรเป็นผ้าปูที่นอนที่มีสีสันสดใส แต่ข้อควรระวังของท่านอนคว่ำต้องมีคนดูแลใกล้ชิด และลักษณะที่นอน หมอนต้องไม่นุ่มนิ่มจนมีปัญหาการอุดกั้นทางเดินหายใจได้

การนอนของทารกแรกเกิด ถึง 3 เดือน

การนอนของทารกแรกเกิด ถึง 3 เดือน



เด็กทารกวัยแรกเกิดช่วงคออ่อนไหว ชันคอได้ไม่ดีนัก ท่านอนที่เหมาะสม ควรจัดให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคง เพื่อให้ลูกสามารถมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อคอของลูกยังไม่แข็งแรง การเคลื่อนไหวของคอจึงเป็นลักษณะหันไปมาซ้าย-ขวา ดังนั้นการให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคงจึงเป็นท่านอนที่เหมาะสมมากที่สุด ไม่ควรให้ลูกนอนคว่ำโดยที่ไม่มีคนดูแลใกล้ชิด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายที่เรียกว่า ภาวะ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) ที่อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้

นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าเด็กที่ถูกจับให้นอนคว่ำจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้น้อยกว่า และเมื่อโตขึ้นจะมีความช่างสังเกตน้อยกว่าเด็กที่นอนหงาย ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงนี้ควรเป็นภาพหรือของเล่นที่มีสีสันสด ใสและมีเสียง อาจเคลื่อนไหวในแนวนอนหรือแนวราบก็ได้

การเสริมทักษะให้กับเด็กอนุบาลและเด็กประถม

การเสริมทักษะให้กับเด็กอนุบาลและเด็กประถม

การเสริมทักษะในด้านต่างๆนอกจากด้านการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับในปัจจุบัน เืพื่อที่จะทำให้เด็กๆมีความสามารถหลากหลาย หรือเป็นการสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบหรือถนัด เช่น การวาดรูป เล่นดนตรี ร้องเพลง รำไทย เป็นต้น และยังมีสิ่งที่ช่วยเสริมทักษะด้านร่างกายสำหรับเด็กเล็ก เด็กอนุบาล นั่นคือการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา ซึ่งกีฬาส่วนใหญ่ควรจะต้องฝึกฝนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น กอล์ฟ ฟุตบอล ยิมนาสติก ว่ายน้ำ โดยเฉพาะกีฬาว่ายน้ำนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะทำให้เด็กๆสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ

1. การร้องเพลงและเคลื่อนไหวเข้าจังหวะั

การร้องเพลงเ็ป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการเสริมทักษะให้กับเด็ก นอกจากจะทำให้เด็กเพลิดเพลิน สนุกสนานแล้ว ยังเป็นการฝึกการออกเสียง การอ่านให้กับเด็กได้อย่างดี คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะแทรกหรือเสริมคำศัพท์ คำอธิบาย เกี่ยวกับเนื้อเพลงที่เป็นประโยชน์ให้กับเด็ก อีกทั้งยังสามารถฝึกให้เด็กสามารถออกเสียง หรือสะกดคำให้ถูกต้อง ซึ่งการเสริมความรู้นี้ เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างอัตโนมัต

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะเลือกเพลงที่มีประโยชน์ให้กับเด็ก เช่น เพลงเกี่ยวกับตัวอักษร เพลงเกี่ยวกับคำศัพท์ไทยหรืออังกฤษ เพลงเกี่ยวกับตัวเลข สูตรคูณ เพลงเกี่ยวกับสี เพลงเกี่ยวกับวันในสัปดาห์ เพลงเหล่านี้จะมีประโยชน์สำหรับเด็กทั้งในการออกเสียง และยังเป็นการเสริมความรู้ที่เป็นประโยชน์ในชั้นเรียนอีกด้วย

การร้องเพลงยังเป็นการฝึกให้เด็กรู้จับบังคับให้ออกเสียงไปตามทำนองที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิของเด็กเองในทางอ้อม และยังสร้างความมั่นใจ กล้าแสดงออกให้กับเด็กอีกด้วย

การเคลื่อนไหวให้เข้าจังหวะหรือการเต้นรำ ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งควรทำประกอบกับการร้องเพลง ทำให้เด็กมีความสนุกสนามมากขึ้น และยังเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ การเคลื่อนไหวให้เข้าจังหวะ ยังสอนให้เด็กพัฒนาการควบคุมอวัยวะส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาทั้งสมองและกล้ามเนื้อ และมีหลายๆเพลงที่สอนให้เด็กเคลื่อนไหว เช่น หันไปทางขวาและทางซ้าย ชูมือขึ้นและหมุน ปรบมือเป็นจังหวะ หรือแม้กระทั้งการเต้นเป็นทีมประกอบเพลง

2. การเล่นกีฬาและเกมต่างๆ

การเล่นกีฬาเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ เพราะเด็กในวัยนี้อยู่ในวัยที่กำลังพัฒนาร่างกายทุกส่วน การได้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่เหมาะสม จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางกายภาพที่ดีในอนาคต และเป็นส่วนช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น เพราะร่างกายแข้งแรง ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้

อีกทั้งการเล่นกีฬาย้งอาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ค้นพบความสามารถพิเศษของเด็ก ซึ่งควรที่จะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เพราะนัำกกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ต้องเริ่มเล่นกีฬามาตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ไทเกอร์ วูดส์ ภารดร หรือ แทมมี่

อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะเลือกกีฬาที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะกีฬาบางอย่างอาจจะต้องอาศัยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หรือมีการกระแทกมากเกินไป กีฬาบางชนิดอาจจะต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิด จากคุณพ่อคุณแม่ เช่น การขี่จักรยาน กีฬาว่ายน้ำ

โดยเฉพาะการว่ายน้ำ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญหรือคุณครูสอนว่าย ทำการสอนการว่ายน้ำให้กับเด็ก เพราะครูสอนว่ายน้ำจะมีเทคนิคและวิธีการสอน ที่ทำให้เด็กคุ้นเคยกับน้ำ คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำการสอนว่ายน้ำให้กับลูกท่านเองได้ แต่ควรระวังอย่าทำให้เด็กกลัวน้ำตั้งแต่ต้น เพราะจำทำให้เด็กเกิดความกลัวฝังใจ และจะเป็นการยากที่จะสอนว่ายน้ำให้กับเด็กในอนาคต ผู้เขีัยนขอแนะนำให้เด็กๆทุกคนมีโอกาสที่จะว่ายน้ำ และรู้จักการว่ายน้ำที่ถูกต้อง เพราะการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด และยังสามารถทำให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ระัดับหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการไม่คาดคิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นจากประสบการณ์เด็กส่วนใหญ่ชอบการเล่นน้ำ ดังนั้นบางครั้งเราอาจจะไม่สามารถดูแลเด็กได้ตลอดเวลา เขาอาจจะไปเล่นน้ำโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ การที่เด็กว่ายน้ำเป็น ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่เบาใจได้ว่าเด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนและเน้นย้ำเกี่ยวกับอันตรายทางน้ำให้กับเด็ก จากสถิติและข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ การตายของเด็กส่วนหนึ่งก็มาจากอุบัติเหตุทางน้ำนั้นเอง

เกมต่างๆก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนแนะนำให้เด็กมีโอกาสได้เล่น เกมในที่นี้ไม่ได้หมายความรวมถึงเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งในความคิดของผู้เขียน คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ควรให้เด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ตราบใดที่เด็กยังไม่มีวุฒิภาวะหรือการรับรู้สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ที่ดีพอ ในความเห็นของผู้เขียนคุณพ่อคุณแม่ควรจะรอให้เด็กโตอีกระดับหนึ่งประมาณ 10 ขวบขึ้นไป จึงจะเหมาะสมที่จะเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เพราะผู้เขียนเป็นห่วงเรื่องการควบคุมเด็ก การใช้เวลาที่เหมาะสม

เกมที่เราจะกล่าวถึงในที่นี้ เป็นเกมง่ายๆธรรมดา เช่น เกมฝึกสมอง เกมกระดาน หรือเกมสมมติ เช่น การเล่นขายของ การเล่นเป็นพ่อแม่ลูก การเล่นเป็นหมอและนางพยาบาล แน่นอนว่าเกมฝึกสมองต่างๆ และเกมกระดาน เช่น หมากฮอลส์ เกมเศรษฐี เหล่านี้จะเป็นการเสริมการพัฒนาการของเด็ก ทั้งในเรื่องความคิด ทักษะการคิดเลข การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่เล่นเกม ความอดทนรอคอย

ส่วนเกมที่เป็นบทบาทสมมติ เช่น การเล่นขายของ การเล่นเป็นพ่อแม่ลูก ก็เป็นการเสริมสร้างจินตนาการให้กับเด็ก คุณพ่อคุณแม่จะพบความคิดของเด็ก ที่มีต่อครอบครัว หรือปัญหาต่างๆในใจของเด็ก จากการเล่นเกมสมมตินี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นเกมเหล่านี้กับลูกของท่าน เพื่อที่จะสอดแทรกบทเรียนจากชีวิตจริงลงไป เช่น การเล่นพ่อแม่ลูก เราสามารถที่จะสอดแทรกหน้าที่ของคุณพ่อ หน้าที่ของคุณแม่ และหน้าที่ของคุณลูกที่ควรจะทำ เพื่อให้ครอบครัวมีความสุข การเล่นขายของเรายังสามารถสอนให้เด็กรู้จักการทำงาน ขยันทำงาน รู้จักค่าของเงินที่ได้มาจากการทำงาน

3. การวาดรูป ระบายสี


การวาดรูป ระบายสีเป็นกิจกรรมที่สามารถช่วยในการพัฒนาการทางด้านจินตนาการของเด็ก อย่างที่เราทราบกันว่าสมองของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ คือ ส่วนของความคิดที่เป็นเหตุผม (Logic) และส่วนที่เป็นความคิดทา่งด้านจินตนาการ (Imgaination) การวาดรูป ระบายสีก็จะทำให้เด็กสามารถแสดงจินตนาการออกมา คุณพ่อคุณแม่จะพบว่าจินตนาการของเด็กจะกว้างไกลอย่างคาดไม่ถึง การเปิดโอกาสให้เด็กวาดรูป ยังสามารถศึกษาว่าเด็กมีความคิดอย่างไร นักจิตวิทยายังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็ก ผ่านจากรูปที่เด็กวาดออกมาจากจินตนการ

ยิ่งไปกว่านั้นคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสอดแทรกความรู้ต่างๆได้ในการวาดรูป เช่น การแยกแยะสี เช่นสีไหนคือสีแดง สีไหนคือสีเขียว ความรู้ด้านรูปทรงต่างๆ เช่น สี่เหลี่ยม วงกลม ข้อดีอีกย่างหนึ่งของการวาดรูป ระบายสี คือจะสร้างให้เด็กคุ้นเคยกับการใช้ดินสอ การเขียน การควบคุมมือ ควบคุมดินสอให้วาดสิ่งต่างๆตามความต้องการ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับทักษะการเขียนในอนาคต

การสอนว่ายน้ำเด็ก (ตอนที่ 2)

การสอนว่ายน้ำเด็ก (ตอนที่ 2)



๔. การโผ

วิธีที่ ๑ การโผตัวแบบไม่เตะขา

๑)      ยืนชิดขอบสระ แยกเท้าพอประมาณ แขนปล่อยข้างลำตัว

๒)      ยกแขนทั้งสองเหยียดขึ้นตรงชิดใบหู โดยใช้นิ้วหัวแม่มือเกี่ยวกันไว้ คว่ำฝ่ามือลง งอเข่าขวาถีบผนังสระไว้

๓)      หายใจเข้าลึกๆ

๔)      ค่อยๆ ก้มตัวลง ให้หน้าอยู่ในน้ำ สายตาจ้องมองไปข้างหน้า

๕)      พุ่งตัวไปข้างหน้าโดยอาศัยแรงส่งจากการถีบเท้าขวาออกจากผนังขอบสระ โดยที่ลำตัว แขน ขา เหยียดตรง ขนานไปกับผิวน้ำ ปล่อยตัวตามสบาย

๖)      เมื่อหมดแรงส่งแล้ว ใช้ฝ่ามือทั้งสองกดน้ำลง พร้อมกับพับเอว และดึงขาทั้งสองเข้าหาลำตัว จากนั้นจึงกลับสู่ท่ายืน

วิธีที่ ๒ การโผตัวแบบเตะขา

มีวิธีการฝึกเช่นเดียวกับวิธีการโผตัวแบบไม่เตะขา แต่หลังจากพุ่งตัวออกไปแล้ว ต้องเตะขาสลับขึ้นลง ลำตัว แขน และขาจะขนานไปกับผิวน้ำ

๕. การเตะขา

การเตะขามีขั้นตอนในการฝึกดังนี้

ขั้นที่ ๑  นั่งเตะขาบริเวณขอบสระ นั่งที่ขอบสระ เอนตัวไปด้านหลังใช้แขนยันพื้นด้านหลังไว้ ขาทั้งสองข้างเหยียดลงไปในน้ำ ปลายเท้างุ้ม นิ้วเท้าเหยียดออก นิ้วหัวแม่เท้าหันเข้าหากัน ปล่อยตามสบายให้เป็นธรรมชาติ เตะขาขึ้นลงสลับกันด้วยความเร็วสม่ำเสมอ

ขั้นที่ ๒  นอนคว่ำที่ขอบสระบนบกเตะขาในน้ำ เปลี่ยนจากการนั่งเป็นนอนคว่ำที่ขอบสระบนบก เตะขาสลับขึ้นลงเช่นเดียวกับขั้นที่ ๑

ขั้นที่ ๓  นอนคว่ำเตะขาในน้ำ เกาะขอบสระลอยตัวในน้ำ ให้ก้มหน้าอยู่ในน้ำ พร้อมหายใจออกทางปาก เมื่อจะหายใจเข้าก็ให้ยกศีรษะขึ้นเหนือน้ำ หายใจเข้าทางปากแล้วรีบก้มหน้าลงน้ำ เตะขาสลับขึ้นลงเช่นเดียวกับขั้นที่ ๑

ขั้นที่ ๔  ยืนในน้ำ ชิดขอบสระ ยกแขนซ้ายและแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ นิ้วหัวแม่มือเกี่ยวกันไว้ ฝ่ามือคว่ำลงสูดหายใจเข้าให้เต็มที่แล้วก้มหน้าตัวลง หน้าอยู่ในน้ำใช้ขาถีบขอบสระหรือพื้นสระ พุ่งตัวไปข้างหน้า เท้าทั้งสองเตะสลับขึ้นลง ไม่เกร็งปล่อยตามสบาย หน้ามองตรงไปข้างหน้าพร้อมกับหายใจออกทางปาก เมื่อหมดอากาศให้ยืนขึ้น

ขั้นที่ ๕  ฝึกเช่นเดียวกับขั้นที่ ๔ แต่เปลี่ยนจากการหยุดยืนขึ้นหายใจเข้า เป็นกดมือลงยกศีรษะขึ้นหายใจเข้า และยังคงเตะขาสลับขึ้นลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก

ขั้นที่ ๖  จับคู่จูงบริเวณน้ำตื้นที่ยืนถึง โดยให้ผู้ฝึกและผู้ช่วยฝึกยืนหันหน้าเข้าหากัน ผู้ช่วยฝึกเหยียดแขนทั้งสองไปข้างหน้า หงายฝ่ามือขึ้นงอนิ้วมือ ส่วนผู้ฝึกเตะขาเหยียดแขนตึงไปข้างหน้า คว่ำมือลงเกาะมือผู้ช่วยฝึก เมื่อผู้ฝึกเตะขาพร้อมผู้ช่วยฝึกก็เดินถอยหลัง ผู้ฝึกเหยียดขาลอยตัวขึ้น เตะขาสลับขึ้นลง ลากจูงเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ขั้นที่ ๗ การเตะขาแบบเคลื่อนที่ เมื่อสามารถฝึกเตะขาได้ตามทักษะแล้ว ให้นำทักษะการเตะขารวมการทักษะการนอนคว่ำหน้าพุ่งตัวลอยน้ำ โดยเริ่มจากพุ่งตัวออกจากผนังสระให้ลำตัวเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เมื่อความเร็วในถีบเท้าพุ่งตัวเริ่มลดลง ให้เตะขาขึ้น-ลงส่งให้ลำตัวเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยก้มศีรษะให้แขนทั้งสองข้างอยู่ชิดกับใบหูสายตาชำเลืองมองไปข้างหน้าเล็กน้อย

๖. การเลี้ยงตัวในน้ำ

การเลี้ยงตัวในน้ำ คือ การพยุงตัวให้อยู่ในน้ำได้ โดยการเคลื่อนไหวแขนและขา ซึ่งมีทั้งการเลี้ยงตัวในแนวดิ่งและแนวราบขนานกับผิวน้ำ ซึ่งเหมือนกับการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ แต่ให้ใช้มืออยู่ใต้น้ำไม่ยกพ้นน้ำและศีรษะไม่จมน้ำ

ประโยชน์ของการเลี้ยงตัวในน้ำ

๑)     เมื่อเกิดอาการตะคริวที่แขนหรือขา

๒)    เมื่อรู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้าจาการว่ายน้ำต้องการพักแขนหรือขา

๓)    เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ เช่น เรือล่มหรือตกน้ำ

๔)    เมื่อต้องการจะถอดเสื้อผ้าหรือรองเท้า ขณะอยู่ในน้ำ

๕)    ใช้ในการช่วยคนตกน้ำ

๖)     ใช้กับกีฬาทางน้ำบางประเภท เช่น โปโลน้ำ สกีน้ำ

ลักษณะการเคลื่อนไหวของขาและแขน

๑)     การเคลื่อนไหวของขา มีด้วยกัน ๓ วิธี

วิธีที่ ๑  ใช้เท้าเตะน้ำทั้งสองข้าง โดยโยกไปมาทางด้านหน้าและหลังในแบบกรรไกร

วิธีที่ ๒  ใช้ขาเคลื่อนไหวแบบการว่ายน้ำขากบ ลักษณะถีบเท้า ตบเท้า เข้าหากันอยู่ตลอดเวลา

วิธีที่ ๓  เป็นวิธีที่ไม่ค่อยนิยมกันนัก คือ การเคลื่อนไหวเท้าแบการวิ่งยกเข่าสูง ถีบน้ำอยู่ตลอดเวลา

๒)    การเคลื่อนไหวของแขน

วิธีที่ ๑  การรวบแขนเข้าออก คือ กางแขนออกงอตรงข้อศอกเล็กน้อย ให้แขนขนานกับผิวน้ำ เหวี่ยงแขนเป็นวงกลมไปมาอยู่ใต้น้ำ กดแขนให้ลึกกว่าระดับอก ฝ่ามือคว่ำลงเพื่อกดน้ำให้ตัวลอยอยู่

วิธีที่ ๒  งอแขนที่ข้อศอกแล้วกดน้ำขึ้นลง เพื่อสลับกันแบบสุนัขตกน้ำ ให้กดฝ่ามือขึ้นลงช้าๆ ลึกๆ ลักษณะของนิ้วมือเรียงชิดติดกัน เงยหน้าพ้นน้ำ มือสลับกันเป็นรูปวงรีไม่เหวี่ยงออกไปด้านข้าง ดึงน้ำให้มือไปแค่ระดับอก อีกมือสอดใต้น้ำไปทางด้านหน้าสลับกันไปมาให้ตลอดเวลา

การสอนว่ายน้ำเด็ก ตอนที่ 1

การสอนว่ายน้ำเด็ก (ตอนที่ 1)




การสอนว่ายน้ำส่วนใหญ่สำหรับเด็ก ๆ ที่เพิ่งจะหัดว่ายน้ำใหม่ ๆ ในช่วง 10 ปีนี้ จะแตกต่างจากการสอนในช่วงก่อนหน้านั้นมากครับ เท่าที่ยังจำได้ ปัจจุบันการสอนเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการผลักดันให้ความสามารถของเด็กออกมามากกว่า บังคับให้ทำได้ทั้งนี้จะทำให้เด็ก ๆ เกิดความสุขสนุกสนานมากขึ้น อีกทั้งพื้นฐานและระดับของการพัฒนาของเด็กแต่ละคนเป็นไปอย่างมีอัตราไม่เท่ากัน             ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยเป็นผู้ที่ยับยั้งหรือผลักดันความสามารถในการเรียนเป็นอันมาก จากประสบการณ์พบว่าเด็ก ๆ  ที่คล่องแคล่วในสังคมเพื่อน ๆ กล้าคิด และทำอะไรด้วยตัวเองมาก ๆ มีความคิดเป็นของตัวเอง  มั่นใจในหลาย ๆ เรื่องมีเหตุผล ก็จะเรียนรู้ในวิชาว่ายน้ำได้ง่ายมาก  ผิดกับเด็ก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ทำอะไรให้ทุกอย่าง     " โอ๋ "  มากเกินไป  การเรียนว่ายน้ำก็จะมีอัตราการพัฒนาได้ไม่ดีนัก
Class สอนว่ายน้ำ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ฝึกทักษะพื้นฐานการว่ายน้ำ  แบ่งออกเป็น  ๖ ทักษะ ดังนี้

๑.       การสร้างความคุ้นเคยกับน้อง

สำหรับผู้ที่ยังว่ายน้ำไม่เป็นและไม่คุ้นเคยกับสระว่ายน้ำมาก่อน ควรสร้างความคุ้นเคยกับน้ำก่อน คือ ให้นั่งที่ขอบสระใช้มือกวักน้ำขึ้นมาลูบแขน ลูบหน้า ลำตัว เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายกับน้ำ ต่อจากนั้นให้นั่งที่ขอบสระหรือบันได เหยียดเท้า หรือเอาเท้าจุ่มลงไปในน้ำ แกว่งไปมาเตะสลับขึ้นลง จะช้าบ้างเร็วบ้างสลับกันไปตามความเหมาะสม

๒.     การหายใจเข้าออกและลืมตาในน้ำ

เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับน้ำ ไม่รู้สึกกลัว ให้ลงน้ำยืนด้านน้ำตื้น ฝึกการหายใจเข้าและหายใจออก (Inhale and Exhale) โดยปฏิบัติดังนี้

๑) ใช้มือทั้งสองข้างจับขอบสระ ลืมตา หายใจเข้าลึกๆ กลั้นหายใจ แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงไปในน้ำให้ศีรษะจมมิดลงในน้ำ กลั้นหายใจไว้ นับ ๑-๕ แล้วจึงยกศีรษะขึ้นจากน้ำ

๒) อ้าปากหายใจเข้าทางปาก (ไม่หายใจเข้าทางจมูกเพราะน้ำที่ยังค้างอยู่ตามใบหน้าจะไหลเข้าจมูก ทำให้สำลักน้ำได้) โดยไม่เอามือมาลูบหน้า ส่ายศีรษะหรือสะบัดผม ทำติดต่อกัน ๑๐-๑๕ ครั้ง

๓) เมื่อชำนาญอาจใช้วิธีปล่อยลมออกทางจมูก ขณะที่ดำน้ำ และเพิ่มระยะเวลาในการกลั้นหายใจในน้ำ โดยนับ ๑-๑๐ ๑-๒๐ หรือ ๑-๓๐ แล้วจึงยกศีรษะขึ้นจากน้ำรีบอ้าปากหายใจเข้าลึกๆ เร็วๆ

๓. การลอยตัว (Floating)

เมื่อมีความมั่นใจ สามารถหายใจเข้าออก และลืมตาในน้ำได้แล้ว ขั้นต่อไปเป็นการฝึกลอยตัว เพื่อให้รู้จักการทรงตัวและส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในการฝึก ซึ่งสามารถลอยตัวได้หลายวิธีดังนี้

๑) แบบแมงกะพรุนหรือแบบเต่า (Ball Float and Jelly Fish Float)

ยืนเท้าแยกห่างกันเท่ากับช่วงไหล่ ก้มหน้า ศีรษะ ลำตัวอยู่ใต้ระดับน้ำ แล้วยกขาขวาและขาซ้ายงอเข่าขึ้นมา มือทั้งสองค่อยๆ เลื่อนลงไปกอดขาใต้เข่า ขาท่อนบนชิดหน้าอก ก้มหน้าคางชิดเข่า หายใจออกทางปาก อยู่ใต้ระดับน้ำให้นาน ๑๐-๑๕ วินาที เมื่ออยู่ในท่านี้แล้วร่างกายจะค่อยๆ ลอยขึ้นจนส่วนกลางของหลังลอยอยู่ในระดับผิวน้ำ

๒) แบบคว่ำหน้า (Prone Float)

วิธีที่ ๑ เริ่มต้นจากลอยตัวแบบแมงกะพรุน แล้วค่อยๆ เหยียดแขนชิดหู เหยียดขาชิด และลำตัวให้อยู่ในระดับเดียวกัน ขนานกับผิวน้ำ ก้มหน้าหายใจออกทางปาก

วิธีที่ ๒ เริ่มจากการยืนแล้วยกแขนชิดหู สูดลมหายใจเข้าแล้วค่อยๆ ก้มตัว ยกแขนเหยียดไปข้างหน้าลงสู่ระดับผิวน้ำ พร้อมกับยกขาเหยียดไปด้านหลัง แขนขา ลำตัวขนานกับผิวน้ำ หายใจออกทางปากอยู่ในน้ำให้นาน ๑๐-๑๕ วินาที

๓) แบบนอนหงาย (Back Float)

วิธีที่ ๑ ฝึกในระดับน้ำตื้นโดยเริ่มจากท่านั่งลงกับพื้นสระให้น้ำอยู่ที่ระดับคางแหงนหน้าขึ้นให้ปากและจมูกโผล่พ้นน้ำเท่านั้น เอามือทั้งสองข้าง ยันพื้นสระไว้ข้างหลัง ค่อยๆ พยายามยกเท้าและสะโพกขึ้น จนกระทั่งขนานกับพื้นแล้วค่อยๆ ปล่อยมือที่ยันพื้นสระไว้ กางแขนออกให้ขนานในระดับไหล่ (ถ้าจะจมให้ใช้ขาและแขนตีน้ำเบาๆ)

วิธีที่ ๒ เมื่อฝึกที่ระดับน้ำตื้นจนชำนาญแล้วอาจลงไปฝึกในระดับน้ำที่ลึกขึ้น โดยเริ่มจากท่ายืน แล้วค่อยๆ เอนหลังลงโดยที่เท้าทั้งสองยังคงอยู่ที่ก้นสระ ใช้มือช่วยพุ้ยน้ำเพื่อช่วยทรงตัว กางแขนออกแล้วค่อยๆ แอ่นอกและยกเท้าขึ้น โดยให้ปลายเท้าแตะพื้นไว้เท่านั้น ยกสะโพกขึ้น แขนไม่เกร็ง ให้ปลายเท้าแตะพื้นสระเพียงเบาๆ แล้วยกให้พ้นขึ้นมา